E-COMMERCE (Open source จะเข้ามามีบทบาทกับอีคอมเมิร์ซของไทยอย่างไร)

นิตยสาร e-commerce vol.109 January 2008 หัวข้อ Open source จะเข้ามามีบทบาทกับอีคอมเมิร์ซของไทยอย่างไร

นอกจากระบบพื้นฐานที่มารองรับการเติบโตและการใช้งานให้ครบวงจรแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซ นั่นคือพอร์ทัลซึ่งเป็นตลาดกลางในการซื้อขายที่สำคัญ ในรอบปีที่ผ่านมาในบ้านเราก็เกิดผู้ให้บริการตลาดกลางแบบนี้มากมายทั้งภาครัฐและเอกชน ตัวอย่างภาครัฐเช่น ตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (ipmart.moc.go.th) ของทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลาดอุตสาหกรรมออนไลน์ (industry4u.com) ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่

ผู้ขายสินค้าสามารถที่จะเปิดร้านค้าเพื่อขายสินค้าโดยใช้บริการของทางเว็บไซต์ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว หลายบริษัทใช้เว็บไซต์ที่ให้บริการในลักษณะของช่องทางในการโฆษณา เพื่อเป็นประตูนำมาสู่ยังเว็บไซต์หลักของตนเปรียบเสมือนการเปิดหน้าร้านตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ หรือการเปิดร้านค้าใน ebay.com ก็เพื่อเป็นการโปรโมทไปยังกลุ่มผู้ซื้อสินค้าในต่างประเทศแทนที่จะต้องมาลงทุนทางด้านการตลาดด้วยตัวเองทั้งหมด

ในส่วนของตัวเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ ก็มีทางเลือกมากมายในปัจจุบันเช่นเว็บไซต์สำเร็จรูป ที่ระบบของผู้ให้บริการอย่าง ReadyPlanet หรือหากองค์กรนั้นๆ ต้องการจะสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง(Brand) ก็สามารถใช้ CMS ซึ่งเป็น Open Source Software มาพัฒนาเพื่อสร้างความแตกต่างและจุดเด่นของตนเองได้ เช่น OsCommerce หรือใช้ Mambo Open Source /Joomla ซึ่งเป็นระบบในการจัดการคอนเทนต์ แล้วติดตั้งระบบ Shopping Cart อย่างเช่น VirtuaMart ก็สามารถที่จะมีเว็บไซต์เพื่อขายสินค้ารวมทั้งยังสามารถเชื่อมต่อระบบการชำระเงินได้หลากหลาย เช่น Paypal หรือเชื่อมต่อกับธนาคารที่ตนเองใช้บริการอยู่ได้โดยตรง

 VirtuaMart

หรือจะใช้ VirtuaMart เพื่อใช้แสดงรายการสินค้าของตนเองทั้งหมดเหมือนเป็นแค็ตตาล็อกสินค้า โดยไม่ต้องมีระบบตระกร้าออนไลน์ก็ได้ เช่น การขายสินค้าที่เรียกว่าอีคอมเมิร์ซ หลายคนยังเข้าใจว่าจะต้องตัดชำระเงินออนไลน์เท่านั้นจึงจะเรียกว่าอีคอมเมิร์ซ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบตระกล้าออนไลน์และระบบชำระเงินเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น

หลายเว็บสามารถขายสินค้าได้โดยไม่ต้องมีระบบตะกร้าหรือระบบชำระเงินออนไลน์ สามารถนำเว็บไซต์มาเพื่อทำเป็นหน้าร้านและเป็นช่องทางเพื่อให้ผู้สนใจติดต่อกับทางผู้ขายและดำเนินธุรกรรมกันตามช่องทางปกติเช่น การโอนเงินผ่านทางธนาคาร ผ่านทาง ATM เก็บเงินปลายทางเมื่อส่งของ เป็นต้น

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ไม่มีระบบตะกร้าออนไลน์และขายสินค้าได้จริงเช่น สวนไม้ภูเรือ(phurualife.com) / International Airport & Hotel Supply (iash.co.th) ซึ่งใช้ Mambo Open Source (CMS) ในการทำเว็บไซต์ และใช้คอนเทนท์ในการนำเสนอตัวสินค้าและเป็นช่องทางในการให้ผู้ซื้อติดต่อกับผู้ขายหลัก จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการขายสินค้าที่เกิดขึ้นจริง เช่น Sale ติดต่อ ทำใบเสนอราคา การส่งสินค้า และเงื่อนไขการชำระเงินทั้งผู้ซื้อและผู้ขายก็เกิดความมั่นใจมากขึ้นในเรื่องของความมีตัวตนของกันและกัน

องค์ประกอบทั้งหมดและแนวทางในการสร้างหน้าร้านบนโลก อินเทอร์เน็ตที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนเป็นส่วนที่ขับเคลื่อนทำให้การขายสินค้าออนไลน์ตื่นตัว และขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบ้านเรา สำหรับในปี 2008 คงต้องมาจับตาดูว่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นหรือมีการพัฒนารูปแบบในทิศทางใด ในส่วนของพื้นฐาน (Infrastructure)นั้น ประเทศไทยค่อนข้างมีพร้อม เหลือเพียงการสร้างความเชื่อมั่นในส่วนของผู้ซื้อให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง

ทำความรู้จักกับ CMS

ระบบบริหารจัดการข้อมูลเว็บไซต์ ( Content Management System) หรือ CMS เป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนาและบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยที่ผู้พัฒนาและอัพเดตข้อมูลในระบบไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการพัฒนาเว็บไซต์

ปัจจุบัน CMS ส่วนมากมีรูปแบบเป็น Web-Based Application ที่สามารถทำงานผ่าน Web Browserได้ ทำให้มีความสะดวกต่อผู้พัฒนาและอัพเดตข้อมูลที่สามารถอัพเดตข้อมูลบนเว็บไซต์ของตนได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมไว้บนเครื่องลูกข่าย ต่างกับการใช้งานเครื่องมือที่ใช้ออกแบบเว็บไซต์ เช่น Adobe Dreamweaver หรือ Microsoft FrontPage ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตั้งโปรแกรมไว้บนเครื่องที่จะใช้งานจึงจะแก้ไขเว็บไซต์ได้ ยิ่งมีจำนวนผู้เกี่ยวข้องในการแก้ไขเว็บไซต์มากเท่าใดก็ต้องมีค่าไลเซนส์ของตัว Software เพิ่มขี้นตามจำนวนผู้ใช้งาน

CMS ได้รับการเขียนมาจากหลายภาษา อาทิ JAVA,ASP,PHP เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็น PHP เนื่องจากเป็นโอเพ่นซอร์สและใช้งานง่าย โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง การทำงานทุกอย่างจะอยู่ที่ Web Base ทั้งหมด โปรแกรมเมอร์ก็ทำหน้าที่ดีไซน์เอาไว้แล้ว ผู้ใช้มีหน้าที่แค่ใช้งาน

สำหรับ JAVA ได้รับความนิยมน้อยที่สุด เนื่องจาก ขณะนี้ในประเทศไทยน้อยคนนักที่จะมีความชำนาญในภาษา JAVA ซึ่งการใช้ JAVA เพื่อเป็น CMS นั้น ส่วนใหญ่จะใช้ในเชิงธุรกิจมากกว่าจะทำเป็นโอเพ่นซอร์ส และที่เห็นขณะนี้บ้างก็แจกโปรแกรมให้กับกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรซ์ แต่จะแบ่งตัวที่แจกฟรีกับตัวขาย โดยน้ำหนักที่ทำขายส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของไลเซนส์ต่อปี มากกว่าที่จะขายตัวซอฟต์แวร์

CMS เป็นเว็บกึ่งสำเร็จรูป มีรูปแบบการบริหารจัดการข้อมูลด้านหลังทั้งหมด แทนที่โปรแกรมเมอร์หรือผู้ใช้จะมานั่งเขียนโปรแกรมทั้งหมด จุดแตกต่างที่เห็นได้เด่นชัดก็คือเรื่องของต้นทุนคือ หากเป็นเว็บสำเร็จรูปที่ทำงานอยู่บนเว็บของผู้ให้บริการต้นทุนอาจจะต่ำ ผู้ใช้อาจจะใช้พลังหรือแหล่งข้อมูลของตัวเองน้อยแต่ถ้าใช้ CMS ผู้ใช้จะสามารถตกแต่งรูปแบบบนเว็บไซต์เองได้ซึ่งหากเราไม่ได้เป็นถึงขั้นโปรแกรมเมอร์ก็ต้องลงทุนสำหรับรูปแบบของเว็บไซต์ที่มีมาให้เสร็จสรรพโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลากับการตกแต่งเว็บไซต์ ซึ่ง CMS ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่กึ่งสำเร็จรูป ผู้ใช้ต้องรู้วิธีการปรับแต่ง และเรียนรู้การใช้งานเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างกันคือ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้อิสระอย่างที่ต้องการให้เป็น สามารถสร้างแบรนด์และความแตกต่างของตัวเว็บไซต์ให้ต่างกับเว็บสำเร็จรูปที่มีอยู่บนโฮสต์ของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ซึ่งจะช่วยสร้างในเรื่องของจุดเด่นและ Brand Awareness ที่จะเกิดขึ้นด้วย รวมทั้งเรื่องของโดเมนเนม ถ้าเป็นสิ่งที่เราสามารถทำเอง เสมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นทั้งหมดเป็นของเรา

การทำงานระบบเก่าและCMS

นอกจากนี้ ยังรวมถึงความต่างในเรื่องของระยะเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย โดยผู้ใช้สามารถนำ CMS ไปติดตั้งที่ใดก็ได้โดยไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งหรือแม้กระทั่งการนำ CMS มาเพื่อใช้งานเป็นอินทราเน็ตภายในองค์กร

CMS โดยทั่วไปจะแยกส่วนของเนื้อหาข้อมูล กับส่วนของหน้าตาเว็บไซต์ออกจากกัน ทำให้งานในการปรับเปลี่ยนแก้ไขหน้าตาเว็บไซต์ในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีระบบบริหารจัดงานพื้นฐานเหล่านี้มากับตัวระบบ อาทิ

  • ระบบจัดงานหน้าตาเว็บไซต์ (Theme,Template)
  • ระบบจัดงานเนื้อหาข้อมูล(Content)
  • ระบบจัดการแถบป้ายโฆษณา (Banner)
  • ระบบสมาชิก(User Management)
  • สามารถพัฒนา/เพิ่มเติม ชุดโปรแกรมในการทำงานต่างๆได้ (Plugin /Component /Modules) เช่นระบบจัดการร้านค้า, ระบบห้องแสดงภาพ, ระบบกระดานสนทนา ฯลฯ

จุดหลักของ CMS จะเด่นในเรื่องของการอัพเดทคอนเทนต์ได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องอัพโหลดทีละหน้า(Page) เพียงแต่ใส่บทความที่เราต้องการนำขึ้นเว็บก็สามารถแสดงผลหน้าเว็บได้เลยโดย CMS ที่กำลังได้รับความนิยมในบ้านเราขณะนี้ก็มีหลายโปรแกรม เช่น Mambo, Joomla, Drupa, SMF เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้CMS ที่กล่าวถึงเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นได้ในบ้านเราหรือไม่ ก็คือ มีทีมที่จะคอยผลิตภาษาไทยมารองรับการใช้งานสำหรับคนไทยหรือไม่ หากมีชุมชนที่เข้มแข็งในการทำภาษาไทยขึ้นมาซัพพอร์ตก็จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้นั้นส่วนใหญ่จะไม่ใช่ระดับโปรแกรมเมอร์ จะเป็นแค่ผู้ใช้ (Non-IT) หากมีภาษาไทยก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นระดับนักพัฒนา (Developer) จะมีความสามารถที่จะใช้ได้อยู่แล้วเพียงแค่เห็นโค้ด

ในบ้านเราก็มีการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาภาษาไทยและพัฒนาความามารถใหม่ๆออกมาเสริมให้ CMS อย่าง Mambo หรือ Joomla มีความสามารถมากยิ่งขึ้นและรองรับการใช้งานภาษาไทยที่สมบูรณ์ เช่น ทีมลายไทย (mamboHub.com / JoomaCorner.com) ซึ่งพัฒนาแมมโบ้ลายไทย และ จูมล่าลายไทย และยังมีบริการถามตอบผ่านทางเว็บไซต์ mambo.or.th

รู้จัก Mambo

mambo เป็นโอเพ่นซอร์ส CMS อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้พัฒนาเว็บไซต์และผู้อัพเดตเนื้อหาอยู่ทั่วโลกสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ได้หลากหลายประเภท

จุดเด่นของแมมโบคือ เรื่องของรูปลักษณ์หน้าตาในการใช้งานที่ง่าย ต่างกับตัวอื่นที่ผู้ใช้อาจต้องมีความรู้ด้านไอทีในการติดตั้ง เช่น โปรแกรม PHP MyAdmin ต่างกับ Mambo ที่ใช้งานง่ายและแยกส่วนกันเพื่อไม่ให้สับสนระหว่างผู้ใช้ทั่วไปและในระดับของผู้ดูแลระบบ มีการแบ่งหมวดหมู่มาให้สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ไอที เช่น แผนกมาร์เก็ตติ้ง เพื่อการอัพเดตหรือทำเว็บไซต์เอง

Mambo มีส่วนติดต่อผู้พัฒนาเว็บไซต์และผู้อัพเดตข้อมูลที่ใช้งานได้ง่าย สามารถเขียนและแก้ไขบทความในเว็บไซต์ได้ไม่ต่างกับการใช้งาน Word Processor ที่ผู้พัฒนาเว็บไซต์และอัพเดตข้อมูลส่วนมากคุ้นเคย รวมไปถึงมีการแยกส่วนโครงสร้างเนื้อหา และการแสดงผลออกจากกัน ทำให้แก้ไขส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก มีฐานผู้พัฒนาเว็บไซต์และอัพเดตข้อมูลจำนวนมากและการพัฒนาที่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมเสริมมากมายจากนักพัฒนาเว็บไซต์ทั่วโลก สามารถนำไปประยุกต์ให้ตรงกับความต้องการขององค์กรได้

โดยส่วนใหญ่ Mambo หรือ CMS ตัวอื่นทีเป็นโอเพ่นซอร์สจะไม่มีค่าไลเซนส์ แต่ถ้าเป็นลักษณะของนำเอามาใช้แต่ใช้งานไม่เป็น หรือต้องการให้ปรับแต่งเฉพาะส่วนเพื่อปรับให้ใช้งานกับองค์กรของเราได้ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องซื้อบริการในการจ้างผู้ที่จะมาดูแลในส่วนนี้ การที่ทุกอย่างฟรีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นซอร์ฟแวร์หรือการบริการหลังการขายอื่นๆ นั้นคงน้อยนักที่จะมีความเป็นไปได้

สถานการณ์ปัจจุบันของ Mambo

สถานการณ์ปัจจุบันของ Mambo

ในประเทศไทยแมมโบยังมีผู้พัฒนาเว็บไซต์และผู้อัพเดตข้อมูลในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก มีการพัฒนา แมมโบ้เป็นภาษาไทยที่เรียกว่า Mambo ลายไทย รวมไปถึงมีบริการหลายชนิดจากหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบริการติดตั้งและดูแลระบบ Mambo ที่เซิร์ฟเวอร์ การฝึกอบรมการใช้งาน เอกสารคู่มือที่เป็นภาษาไทยและชุมชนผู้พัฒนาและอัพเดตเว็บไซต์ชาวไทยที่เข้มแข็ง

ในปัจจุบัน Mambo เวอร์ชั่น 4.5.5. และ Joomla เวอร์ชั่น 1.0.13 การใช้งานยังไม่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดมากนัก เนื่องจาก Joomla 1.0.x พัฒนาต่อยอดมาจาก Mambo 4.5.2.3 ชุดโปรแกรมเสริม (Component / Modules) มากกว่า 90% ยังใช้งานร่วมกันได้

ในบ้านเรามีหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานขนาดใหญ่ที่หันมาใช้แมมโบ้ในการสร้างเว็บไซต์จำนวนมาก เช่น กทช. (www.ntc.or.th) ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้แมมโบ้ในการสร้างคอนเทนต์หรือจะเป็น กฟผ. (www.egat.co.th) ที่ค่อนข้างลงทุนในเรื่องโอเพ่นซอร์ส ให้ความรู้และจัดอบรมพนักงานเพื่อนำโอเพ่นซอร์สมาใช้ในระดับของ OS และ Application ซึ่งทำให้ประหยัดงบประมาณค่าซอฟท์แวร์ลงไปได้เป็นจำนวนมาก และนำงบประมาณที่ประหยัดได้บางส่วนมาเป็นงบในการฝึกอบรมบุคลากรแทนนอกจากนี้บางหน่วยงานก็ใช้ลักษณะของการจ้าง Implement โดยใช้ CMS Open Source และฝึกอบรมบุคคลากรในการอัพเดตปรับปรุงข้อมูลในเว็บไซต์ได้เอง

ตัวอย่างเว็บไซต์และการใช้งาน mambo/joomla


The Joomla!® name and logo is used under a limited license granted by Open Source Matters the trademark holder in the United States and other countries.
marvelic.co.th is not affiliated with or endorsed by Open Source Matters or the Joomla!® Project